ถ้าจะให้นึกถึงเรื่องอะไรซักเรื่องที่คนกรุงเทพบ่นได้ทุกวี่ทุกวันไม่รู้จักจบจักสิ้น ก็เห็นจะเป็นเรื่องรถติดน่ะแหล่ะครับ
 
แต่เล็กจนโต ไม่ว่าเทคโนโลยีจะทำให้โทรศัพท์หูหิ้วพัฒนามาเป็นสมาร์ทโฟนเหมือนทุกวันนี้ หรือเปลี่ยนทีวีเครื่องมโหฬารให้กลายเป็นแอลอีดีจอแบนสีคมชัด แต่ช่วงเวลาที่เทคโนโลยีเหล่านี้เปลี่ยนผ่านไปอย่างรวดเร็ว เรื่องการจราจรในถนนเมืองกรุงกลับไม่เคยเห้นวี่แววการพัฒนาเสียที จำได้ว่าสมัยเด็กๆ เคยมีคำกล่าวที่ว่า "ใครก้าวขึ้นมาเป็นผู้ว่ากรุงเทพฯ แล้วแก้ปัญหารถติดได้ จะยอมให้เป็นผู้ว่าไปจนแห้งตายคาเก้าอี้เลย" ซึ่งแน่นอนว่าจนกระทั่งทุกวันนี้ ยังไม่มีผู้ว่าคนไหนได้สิทธิพิเศษดังกล่าวซักคน
 
 
จริงๆเราไม่ต้องอธิบายกันหรอกครับว่าการที่เราไม่สามารถแก้ปัญหารถติดในกรุงเทพฯได้เป็นเพราะอะไร เพราะในเมืองใหญ่ๆของโลกแต่ละเมืองล้วนประสบปัญหาดังกล่าวเป็นธรรมเนียมของเมืองไปแล้ว เพียงแต่ว่าบรรดาเมืองทั้งหลายเหล่านั้น พยายามหาทางดิ้นรนที่จะลดการจราจรให้เบาบางลง เช่นการรณรงค์ให้ใช้รถสาธารณะ โดยปรับปรุงให้คุณภาพรถและการบริการนั้นดีขึ้น ไม่ใช่เน่าๆพังๆแถมกระเป๋ารถเมล์ยังทำตัวเปรี้ยวตีนเหมือนบางเมือง นอกจากนั้นยังสนับสนุนการขี่จักรยาน สนับสนุนให้ใช้รถที่มีขนาดเล็กลง เพื่อประหยัดผิวจราจรและพื้นที่จอดรถ รวมทั้งเน้นเดินทางเส้นเดียวกันไปด้วยกัน 
 

แต่อย่าได้ใช้นโยบายนี้กับกรุงเทพฯเลยครับ ชื่อก็บอกอยู่แล้วว่ากรุงของเทพเชียวนะมึง จะมาใช้นโยบายไก่กาเหมือนเมืองมนุษย์ธรรมดาอื่นๆไม่ได้ เทพอย่างพวกเรามีวิธีแก้ปัญหารถติดที่ไม่มีเมืองไหนกล้าเลียนแบบ นั่นคือ ไม่แก้แม่งซักอย่างเลยครับ
 

ช่างเป็นนโยบายที่แฝงปรัชญาเซนไว้อย่างเต็มที่ ประมาณว่าการแก้ปัญหาที่ดีที่สุดคือการไม่แก้ เราจึงได้เห็นชาวแบ็งค็อกเคี่ยนมากมาย พรรณนาชีวิตที่น่าสงสารในท้องถนน ว่ามันช่างตกระกำลำบากเหลือเกิน อยู่ในรถมาสองชั่วโมงแล้ว ขยับไปได้แค่สองเมตรกว่าๆ ซึ่งก็ได้แต่บ่นอย่างนั้นทุกวี่ทุกวัน ครั้นจะให้แก้ปัญหาด้วยการใช้รถสาธารณะหรือขี่จักรยาน ก็บอกว่าทำไม่ได้ อ้างนู้นอ้างนี้ไปเรื่อย
 

เมื่อคนส่วนมากคิดแบบนี้ ทุกคนคิดแต่จะสะดวกสบายไว้ก่อนในรถแอร์ส่วนตัว ทุกคนพร้อมใจเข็นรถออกมาใช้ ถนนให้ตัดเพิ่มเท่าไหร่ มันจะไปพอได้ยังไง ล่าสุดผลสำรวจจำนวนรถเทียบกับถนนในกรุงเทพฯออกมา ก็ยืนยันชัดเจนว่า หากเอารถที่มีอยู่ทั้งกรุงเทพฯออกมาขับพร้อมกัน ต้องใช้ตัดถนนให้มากกว่าที่เป็นอยู่ 4 เท่า และถ้าเกิดอุตริมีเหตุการณ์นั้นขึ้นมาจริงๆ วันนั้นของกรุงเทพฯจะเป็นอย่างไร
 

ยิ่งโดยเฉพาะตอนนี้นโยบายรถคันแรกของรัฐบาลก็ยังดำเนินต่อไป ทั้งที่มีนักวิชาการออกมาให้ความเห็นว่า ไปกระตุ้นการใช้จ่ายประชาชน แต่ไม่มีการรองรับในแง่อื่น คืออยากให้ประชาชนมีคุณภาพชีวิตด้วยการมีรถเป้นของตัวเอง แล้วถนนล่ะ มีพอมั้ย มลภาวะในเมืองที่ทุกวันนี้ก็ย่ำแย่พออยู่แล้ว จะไม่หนักไปกว่าเดิมหรือ ตรงนี้ขอไม่วิจารณ์อะไรมากเพราะผลเป็นอย่างไร เราๆท่านๆก็พอจะเห็นได้จากการเดินทางในตอนเช้าและตอนเย็นของแต่ละวัน
 
 
ในขณะที่เมืองกรุง"เมพ"กำลังหนาแน่นด้วยกำลังรถยนต์มหาศาล จนจะรับไม่ไหวแล้ว ขณะเดียวกันก็เหลือเวลาอีกไม่กี่เดือนแล้วที่กรุง"เมพ"แห่งนี้จะต้องรับบทการเป็นเมืองหนังสือโลกอย่างแท้จริง หลังได้รับเลือกให้เป็นในปี 2556
 
 
ซึ่งจนทุกวันนี้ ผมก็ยังไม่เข้าใจว่าเมืองที่คนเข้าหาหนังสือเฉพาะช่วงงานสัปดาห์หนังสือสองปีต่อครั้ง แล้วซื้อมาวางทิ้งไว้ที่บ้านเนี่ย มันสมควรเป็นเมืองหนังสือตรงไหน แล้วกฎระเบียบต่างๆของการเป็นเมืองหนังสือโลก ที่มีต้องกระตุ้นคนในเมืองให้เห็นคุณค่าของการอ่านหนังสือ ส่งเสริมกิจกรรมการอ่านอย่างเต็มที่ นำการอ่านมาประยุกต์ให้เกิดประโยชน์ในชีวิตประจำวันได้ ผมถามง่ายๆว่า ตอนนี้คุณลืมไปแล้วหรือยังว่ากรุงเทพฯจะเป้นเมืองหนังสือโลกในปีหน้า และหากยังจำได้ ถามว่าเคยเห็นกิจกรรมที่รองรับการเป็นเมืองหนังสือโลกออกมาจริงๆจังๆหรือยัง 
 
 
วงการหนังสือในบ้านเรายังถือว่าห่างชั้นกับประเทศอื่นอยู่มาก ทั้งในส่วนของวัฒนธรรมการอ่าน ธุรกิจหนังสือ หรือแม้กระทั่งความคิดสร้างสรรค์ในการผลิตต่างๆ ขณะที่แต่ละปีจะมีนักอยากเขียนจำนวนมากที่พยายามก้าวเข้าสู่วงการนักเขียน แต่สิ่งที่รองรับอาชีพนักเขียนมันช่างเบาหวิว และหลายครั้งดูไม่น่าไปเสี่ยงกับการ"ไส้แห้ง"(คติความเชื่อเกี่ยวกับการเป็นนักเขียน ที่คิดไปแล้วก็ถูกนะ) ผมคิดว่าไหนๆปีหน้าเราจะเป็นเมืองหนังสือโลกแล้ว ก็ช่วยทำอะไรให้เข้าใจได้ว่า พวกคุณจริงจังกับการเป็นจริงๆ ไม่ใช่เขาให้ตำแหน่งมาก็สักแต่เป็นไป จะกากๆยังไงก็ช่าง
ผมขอเสนอนโยบายที่มั่นใจว่าให้ผลดีกว่ารถคันแรกอย่างแน่นอนนั่นคือ "นโยบายหนังสือเล่มแรก"
 

ต้องอธิบายก่อนว่า ในวงการนักเขียน มีนักอยากเขียนหลายคนที่พยายามจะเข้าวงการนักเขียนให้ได้อย่างเต็มตัว หนึ่งในวิธีการของพวกเขาคือการพยายามมีหนังสือเล่มแรกที่เป็นผลงานของตัวเอง ซึ่งนักอยากเขียนหลายคนทราบดีว่า การจะได้มีหนังสือเล่มแรกของตัวเองมันยากขนาดไหน ต้องรวมเล่มไปส่งตามสำนักพิมพ์ต่างๆให้พิจารณา ซึ่งบรรณาธิการสำนักพิมพ์จะคัดออกเป้นส่วนใหญ่ เพราะมีส่งเข้ามาเยอะมาก และต้องมั่นใจว่าต้นฉบับที่กำลังนั่งอ่านอยู่นี้มันเอาไปพัฒนาและขายได้จริง ดังนั้นจึงมีคนมากมายที่ท้อแท้และล้มตายระหว่างเส้นทางไล่ล่าหนังสือเล่มแรกของตนเอง เพราะพยายามเท่าไหร่ แต่เหมือนจะไม่สำเร็จ
 

เพื่อสนับสนุนการเป็นเมืองหนังสือโลก เราก็เอารถคันแรกมาเปลี่ยนเป็นหนังสือเล่มแรก เจ้าภาพก็คือกรุงเทพมหานครไปตกลงกับสำนักพิมพ์ต่างๆ เพื่อเปิดโอกาสให้นักอยากเขียนส่งต้นฉบับเข้ามา ซึ่งต้นฉบับต้องดีจริงๆ แม้จะยังไม่แน่ใจว่าจะขายได้หรือเปล่า แต่สำนักพิมพ์เหล่านั้นจะรับไว้เป็นผู้พิมพ์ขาย โดยกรุงเทพฯเอานโยบายส่วนหนึ่งไปลงกับต้นทุนการผลิต เพื่อเปิดโอกาสให้นักอยากเขียนมีโอกาสได้มีผลงานเป็นของตัวเองได้ง่ายขึ้น ให้วงการหนังสือมีอะไรใหม่ๆออกมา ไม่ใช่มีแต่หนังสือที่ต้องขายได้จริงๆจึงจะพิมพ์ออกมา อีกทั้งเป็นนโยบายที่ผมเชื่อว่าเห็นผลได้ชัดต่อการเป็นเมืองหนังสือโลกมากกว่าการโฆษณาง่อยๆไปวันๆ มีแผ่นไวนิลแปะกำแพง แต่ไม่ได้ช่วยให้ผู้อ่านหรือผู้เขียนมีโอกาสมากขึ้นเยอะเลย
 

แต่ปัญหาของโครงการใช่ว่าจะไม่มี (คิดโครงการมาต้องมองเห็นข้อเสียด้วยนะครับ ไม่ใช่เห็นแล้วยังตะบี้ตะบันดำเนินโครงการเหมือน...) ก็คือความเสี่ยงที่หนังสือเหล่านี้จะค้างในสต็อกนั้นมีอยู่มาก เพราะไม่ใช่หนังสือที่ขายได้แน่ๆ รวมทั้งกรุงเทพฯและสำนักพิมพ์ต้องแบกรับค่าใช้จ่ายหลายอย่าง หากจะแบกรับภาระหนังสือเหล่านี้ทั้งค่าโกดังเก็บสินค้า ค่าบำรุงหนังสือ ค่าเสื่อมราคา และอะไรต่อมิะไรต่างๆ เมื่อเอาเรื่องเงินๆทองๆมาบวกลบคูณหารดูแล้ว โครงการแบบนี้จึงเป้นไปได้ยาก เพราะผู้ดำเนินโครงการต้องเป็นผู้แบกรับภาระฝ่ายเดียว
 

ถ้าเป็นอย่างนั้น ผมก็คงได้แต่ยืนมองขบวนรถที่ติดหนึบหนับบนท้องถนนทั้งวันทั้งคืน เดินออกไปซื้อหนังสือแล้วพบแต่หนังสือตามกระแสเน้นขาย และกลับมาเปิดเฟซบุ๊กนั่งดูคนบ่นรถติดนู้นนี้เป้นวัฒจักร ไม่มีวันพัฒนากันต่อไป

Comment

Comment:

Tweet

#5 By สติ๊กเกอร์ไลน์ (183.89.83.82|183.89.83.82) on 2014-11-28 05:49

Hot!

#3 By Damansk-World on 2012-10-13 14:32

Hot! Hot! Hot! Hot! Hot!
ถูกต้อง เคยอ่านหนังสือเล่มหนึ่งเขาบอกว่า
คนเราจะหนีความลำบาก...มาหาความสบาย
แต่พอคนอยากสบายมากๆเข้าก็เลยลำบากโดยทั่วกัน

#2 By ภวังค์ on 2012-10-06 19:33

Hot! Hot! Hot! Hot! Hot! Hot! Hot!
เห็นด้วยฮะ

#1 By kae on 2012-10-05 01:49