แปดโมงเช้าของทุกวันจันทร์ถึงศุกร์ มีภาพที่ผมมักเห็นจนชินตา แต่ดูแล้วก็อยากดูอีก เพราะมันทำให้ผมได้คิดอะไรหลายอย่าง

ภาพการหลั่งไหลออกมาของฝูงชนต่างๆ จากบ้านแต่ละหลัง เพื่อพาตัวเองไปถึงที่ทำงานให้ทันเวลาที่บริษัทกำหนดไว้ ภาพตามป้ายรถเมล์ บนท้องถนน หรือ ในรถไฟฟ้า ทำให้ผมเห็นภาพ...

การแข่งขัน... ที่เริ่มต้นตั้งแต่ยังไม่ถึงเวลาแข่ง ปกติการทำงานก็คือการแข่งขันกับตัวเองเพื่อเอาชนะกองงานมหาศาลที่ถาโถมเข้ามาให้เราสู้รบปรบมือด้วย เพื่อให้ผ่านพ้นวันแห่งความวุ่นวายไปอีกหนึ่งวัน แต่นี่แค่เริ่มออกเดินทางเพื่อไปถึงสถานที่แข่งขันก็ยังต้องแข่งขันกันเลย แข่งขันบนท้องถนนเพื่อให้ผ่านแยกติดหนึบนี้ไปเร็วๆ แข่งบนพื้นที่สุดท้ายของขบวนรถไฟฟ้าเพื่อแถกตัวเองเข้าไปในขบวนรถให้ได้ ไม่อยากรอรถขบวนใหม่ซึ่งจะมาถึงสถานที่ในอีกไม่กี่นาที (แต่ในความรู้สึกผสมความเป็นจริงของเวลาที่เดินเข้าใกล้เก้าโมงเช้าทุกทีๆ ช่างเนิ่นนานเป็นชั่วโมง)

แข่งขันเพื่อไปให้ถึงสถานที่แข่งขัน เข้าไปแข่งขันกับงานที่ช่างแข็งขัน ออกมาจากสถานที่ยังต้องแข่งกันกลับบ้านไวๆ เพื่อให้กลับบ้านเร็วๆ ไปสูดดมความรู้สึกโล่งใจเสียบ้าง แต่ไม่กี่ชั่วโมงก็จะเข้าวันใหม่อีกแล้ว ก็ต้องรีบๆสูดเข้า เอาให้เต็มปอด เพื่อลงแข่งในวันต่อไป

ซ้ำแล้ว ซ้ำเล่า...
 
--------------------------------------------------------------------------

แม้งานออฟฟิศจะเป็นงานที่หนักหน่วงอย่างมาก แต่คนมากมายก็ยังเลือกที่จะทำงาน มันอาจมีความสนุกในตัวอยู่บ้าง แต่มันทำให้เกิดเรื่องน่าสงสัยว่า ทุกคนที่ทำงานออฟฟิศอยู่นี่ เขาตั้งใจตั้งแต่แรกหรือเปล่าว่า เขาจะเกิดมาเพื่อทำงานออฟฟิศ เป็นมนุษย์เงินเดือนกันจริงๆ

ถ้าขุดเหมืองแห่งสติปัญญาที่อยู่ด้านบนสุดของมนุษย์แต่ละคนลงไปแล้ว ในเหมืองของพวกเราแต่ละคนบรรจุแร่ธาตุที่ชื่อว่า ความฝัน ไว้อยู่ จะกี่อย่างมากน้อย แล้วแต่คนๆนั้นจะจินตนาการเพ้อพก
 
บางคนอาจไม่มีสิ่งนี้อยู่เลย

ฝันที่จะทำอะไร ฝันที่จะเป็นอะไร ตายไปกับอาชีพอะไร หรือสถานะสุดท้ายในบั้นปลายชีวิตหวังไว้อย่างไร

โดยเฉพาะกับคนที่ฝันว่าตนอยากทำอะไร ผมรู้จักคนจำพวกนี้อยู่มาก หลายหลายอาชีพที่อยากเป็น

แต่สุดท้ายคนเหล่านี้เมื่อเรียนจบ เริ่มต้นทำงาน มักพาตัวเองไปฝังในคอกสำนักงานแทบทุกครั้งไป

คำถามตามมาจากผู้สงสัย "ความฝันของคุณล่ะ"

คุณคนนั้นตอบกลับมา หน้าละเหี่ยใจ "บางครั้ง ความฝันกับความจริง มันต้องแยกทางกัน เพราะมันไปด้วยกันไม่ได้"

บ้างว่า ความฝันมันคิดได้ แต่ทำไม่ได้ เพราะมันฝันเกินไป
 
บ้างว่า คนเราไม่ได้เอาความฝันไปซื้อข้าวได้นะเฟ้ย ฟ่อนธนบัตรเหล่านั้นต่างหาก ที่ใช้แลกเปลี่ยนข้าวไว้กินประทังชีวิต
 
บ้างว่า กูทำไม่ได้หรอก

และสามบ้างก็ล้วนทิ้งความฝันตัวเอง แล้ววิ่งเข้าหาสิ่งที่ตนคิดว่า เพื่อความมั่นคงไปก่อนล่ะนะ และนานวัน ความฝันก็จืดจางในตัวมันลงไปเรื่อยๆ จนกระทั่งมันสลายไปในอากาศ
 
--------------------------------------------------------------------------

ไม่ได้บอกว่าการเป็นมนุษย์เงินเดือนมันไม่ดี อย่าไปทำมนุษย์เงินเดือน มีเกียรติในตัวพวกเขา มีความภูมิใจที่ได้สู้งานหนักแบบวิถีคนชนชั้นกลางแต่ผมกำลังพูดเรื่องความฝัน ที่คนทิ้งมันไว้กลางทางของถนนชีวิต เพื่อหวังจะสร้างฐานะในงานที่ตนอาจจะไม่ได้อยากทำ แต่เพื่อฐานะมันก็ต้องทำไปก่อน แล้วนานวัน เขาเหล่านั้นก็หลงลืมว่าตัวเองเคยเป็นใครที่อยากทำอะไรกันแน่ถ้ามีใครซักคนที่เดินมาบอกผมว่า "ผมฝันว่าอยากเป็นมนุษย์เงินเดือน มือวางอันดับหนึ่งของประเทศ" ก็เป็นไปเลย ไปลงแข่งขันให้เต็มที่
 
เพราะนั่นคือความฝันสูงสุดของคุณแต่คนที่เพียงก้าวแรกของความฝันก็กลัวว่า ความมั่นคงจะเกิดเป็นอันดับสุดท้าย กลัวทำไปจะมีปัญหาอุปสรรคนู้นนี่ ซ้ำคิดไกลไปถึงคำว่า "ไม่มีอะไรจะแดก" เส้นทางความฝันก็รูดม่านลง ทั้งที่ยังไม่เปิดขายบัตรให้แสดงเลยด้วยซ้ำ

มีอาจารย์คนหนึ่งเคยบอกผมว่า "มนุษย์เราใช้ชีวิตสองประเภท"

"ประเภทแรกคือใช้ชีวิตเป็นเส้นตรง หวังไปให้ถึงจุดหมายโดยเร็ว ทางเป็นเส้นเรียบๆ พยายามไม่ให้มีอุปสรรคมาขวาง คนเหล่านี้จะทำทุกอย่างแม้สิ่งนั้น ตนไม่ได้อยากทำ เพื่อไปให้ถึงจุดหมาย"

"คนเหล่านี้จะไปจุดหมายเร็ว แต่เมื่อไปถึงแล้ว ความรู้สึกที่จะได้รับ มักจะเป็นความโหวงเหวงในใจ เพราะเส้นทางที่ผ่านมา มันไม่มีอะไรให้จดจำ ไม่ได้ลำบาก ไม่ได้ตั้งต้นอะไรมาก่อน"

"ส่วนประเภทที่สองใช้ชีวิตแบบเดินอ้อมโลก พวกนี้คือพวกหัวดื้อ มีความตั้งใจจะทำอะไรซักอย่าง แต่สิ่งๆนั้นกว่าจะได้มา ต้องเดินในเส้นทางที่อ้อม ไม่ได้ตรงไปถึงเป้าหมายเลย บางทีก็พบอุปสรรคมากมาย ทางเดินขรุขระ เดินแต่ละทีก็เจ็บปวด อาจล้มตายระหว่างกลางทาง"
 
"แต่เมื่อไหร่ที่เขาไปถึงหลักไมล์สุดท้าย เขาจะเกิดความภูมิใจในตัวเองอย่างมาก เพราะเส้นทางที่ผ่านมา มันเป็นเครื่องพิสูจน์ว่า แม้อุปสรรคยากแค้นแสนสาหัส เราก็ผ่านมันมาแล้ว และเมื่อมาบืนในจุดที่ประสบความสำเร็จ เราจะได้อยู่ในจุดที่เราอยากอยู่จริงๆ"

ผมว่าคนสองประเภทนี้ ถ้าให้คนทั่วไปมองแบบผิวเผิน ส่วนใหญ่ก็คงจะเลือกเดินในเส้นทางแรกกันเสียมาก เพาะไม่อยากเอาตัวเองไปตกระลำบาก แถมถึงที่หมายช้ากว่าคนอื่น

แน่นอน ใครก็อยากถึงที่หมายเร็วๆทั้งนั้น แต่ถามว่าที่หมายที่ว่า มันใช่ที่หมายที่เราต้องการหรือเปล่า เราทิ้งอะไรไว้ที่จุดออกสตาร์ทหรือเปล่า

สำหรับใครที่ยังเชื่อว่า การเดินอ้อมในทางขรุขระ คือเส้นทางของเราอย่างแท้จริง เพราะการจะเดินไปเอาความฝันมาครอง มันไม่เคยง่าย ก็จงเริ่มเสียตั้งแต่ตอนนี้ การเดินทางไปถึงที่หมายต้องเริ่มด้วยก้าวแรกเสมอ

เมื่อไหร่ที่เราไปถึงที่หมาย เชื่อซิ ภาพความทรงจำในเส้นทางที่เราเดินมาทั้งหมด จะฉายออกมาโดยไม่รู้ตัว

แล้วเวลาแห่งการปลดแอกตัวเองจะยุติลง ปีกแห่งความฝันจะงอกออกมา เราจะโบยบินไปอย่างเสรีและมีความสุขอย่างแท้จริง
 
ไม่ใช่แค่พยายามจะมีไปวันๆ

Comment

Comment:

Tweet

ผมชอบเอ็นทรีนี้ครับ เขียนได้ดีทีเดียว

Hot! Hot! Hot! Hot! Hot!

#4 By Mr.Brightside on 2012-09-28 20:38

ถูกต้องแล้วค่ะ big smile

#3 By ภวังค์ on 2012-09-27 19:39

@gingpim ครับ ผมว่าถ้ากล้าที่จะมีก้าวแรก ก้าวต่อไปย่อมตามมา และจะกล้าแกร่งขึ้นเรื่อยๆ มากกว่ากลัวที่จะก้าวตั้งแต่แรก
บางทีสิ่งที่สำคัญที่สุดไม่ใช่จุดหมายหรอก...แต่มันเป็นก้าวแรกที่กล้าก้าวออกไปและอุปสรรคระหว่างทางต่างหาก Hot! Hot! Hot!
big smile

#1 By ภวังค์ on 2012-09-27 19:31