ใกล้เข้าสู่โค้งสุดท้ายของกีฬาโอลิมปิก 2012 ที่กรุงลอนดอน สหราชอาณาจักร ลองเหม่อมองดูตารางอันดับเหรียญตอนนี้ ทัพนักกีฬาไทยเกาะกลุ่มอยู่ที่อันดับ 51 ร่วม (9 สิงหาคม 2555) ขยับขึ้นมาจากเดิมอันดับที่ 59 ร่วม หลังคว้าเพิ่มเข้ามา 1 เหรียญทองแดง จากเทควันโดหญิง ชนาธิป ซ้อนคำ
 
         ทำให้อย่างน้อยที่สุด ไทย มี 1 เหรียญเงิน 1 เหรียญทองแดง สามารถทำเหรียญรวมเป็นอันดับ 1 ของอาเซียนร่วมกับอินโดนีเซียได้สำเร็จ ซึ่งก็คงเป็นประโยคที่หลายคนคงใช้ในการปลอบใจตัวเองมาตลอดเวลาที่ไทยไม่ประสบความสำเร็จในระดับโลก อย่างน้อยๆก็อ้างไว้ก่อนว่าเราดีกว่าใครในอาเซียน ซึ่งก็เอาเถิด คิดว่าอ้างแบบนี้แล้วดีก็ทำต่อไป
 
         และนอกจากนี้แล้ว เรายังยึดสัมปทานเหรียญสีใดสีหนึ่งมาได้โดย แก้ว พงศ์ประยูร นักมวยไลท์ ฟลายเวท หลังจากเข้าสู่รอบตัดเชือก ต่อให้แพ้ก็รับเหรียญทองแดงเป้นอย่างน้อย แต่หากเข้าสู่รอบชิง ก็มีเหรียญเงินกับทองให้เลือกเอา แต่งานนี้ได้ข่าวมาว่าผู้ใหญ่ของสมาคมมวยสมัครเล่นไทย ออกมาประกาศชัดแล้วว่า หากแก้วไม่ได้เหรียญทอง จะขอลาออกทันที งานนี้ก็ขอให้ใครก็ได้เก็บคำพูดนี้ไว้เป็นหลักฐาน สมมติว่าไม่ได้เหรียญทอง (ซึ่งในความจริง ก็ขอให้ได้เถอะ) ดูวิว่าท่านจะยังจำคำที่ท่านพูดไว้ได้หรือไม่
 
         พูดถึงผู้ใหญ่ในวงการกีฬาไทย ตลอดหลายวันที่ผ่านมา ผมนั่งดูกีฬาโอลิมปิกแต่ละชนิด ได้เหนพัฒนาการของนักกีฬาแต่ละชาติที่นับวันจะก้าวหน้าขึ้นมาก มีการใช้วิทยศาสตร์การกีฬาเข้ามาช่วยอย่างหนัก สู้กันแพ้ชนะแบบฉิวเฉียดที่สุด ไม่มีกีฬาชนิดไหนที่ใครจะได้เหรียญทองอย่างง่ายดาย ผมมองย้อนกลับไปยังทัพนักกีฬาไทย จริงอยู่ที่โอลิมปิกครั้งนี้เรามีเหรียญติดตัวกลับมา ซึ่งก็เป้นไปได้ว่าจะมีครบทุกสี หลังจากเราได้เงิน กับ ทองแดงมาแล้ว แต่จากฟอร์มการเล่นรวมทั้งวิธีการเล่นของนักกีฬาแต่ละคนแต่ละชนิดแล้ว ผมอดสงสัยไม่ได้ว่าทัพนักกีฬาไทยฟอร์มตกลงไปหรือเปล่า หรือดูเหมือนการพัฒนาจะขาดช่วงไป

         หากไม่นับนักกีฬาที่โชว์ฟอร์มอย่างโดดเด่นเห็นได้ชัดอย่าง รัชนก อินทรนนท์ แห่งแบดมินตัน ทีมยกน้ำหนักดาวรุ่งไทยทั้งชายหญิงที่ติดอย่างน้อย 5 อันดับแรกเกือบทุกคน รวมทั้งเทควันโดที่ได้เหรียญ นอกนั้นดูเหมือนจะไม่ได้พัฒนาขึ้นเท่าไหร่ พวกเขาอาจพยายามแล้ว แต่ยังไปไม่ถึงจุดที่ดีกว่าเดิมได้ มันเป็นเพราะอะไร
 
         หรือเป็นเพราะแนวทางในการพัฒนากีฬาของชาติเรา ซึ่งกีฬาส่วนใหญ่ยังไม่เข้าสู่ระบอาชีพ หรือจัดการแข่งขันไม่มากพอ โดยเฉพาะกีฬาประเภทเดี่ยว ซึ่งนักกีฬาถูกดันมาจากกีฬาเยาวชนแห่งชาติ กีฬาแห่งชาติ ผมเห็นแข่งแต่ละครั้ง ก็หน้าเดิมๆที่เก่งเกินใคร ได้เหรียญทองแทบทุกครั้ง แต่เมื่อเราออกไปแข่งเอเชี่ยนเกมส์ โอลิมปิก กลับตามหลังชาวบ้านเขาหลายก้าว ราวกับว่าเราแข่งคนละสนามกับเขา อันนี้เป็นเรื่องของการเคยชินในการเอาชนะคู่แข่งในประเทศเรา แต่ไม่ค่อยได้ออกไปแข่งต่างประเทศจนไม่รู้เขาหรือเปล่า
 
         แล้วผมสังเกตว่า คนไทยขี้เห่อ เวลานักกีฬาไปแข่งหลายสิบชีวิต จริงอยู่ที่นักกีฬามีแพ้มีชนะ คนชนะกลับมา เราก็ดีใจอยากให้ความสนใจเป็นพิเศษ แต่กับคนแพ้ล่ะ ผมสังเกตว่าในขณะที่แสงสปอร์ตไลท์ถูกส่องไปยังผู้มีเหรียญคล้องคอ แต่กับนักกีฬาที่บนคอว่างเปล่า กลับไม่มีใครสนใจใยดีซักนิด เผลอๆจะถูกผลักออกจากวง เพื่อให้ทางผู้สื่อข่าวเข้าไปสัมภาษณ์ผู้ชนะด้วยซ้ำ
 
         โดยธรรมชาติ เราคงเฉยๆกับคนแพ้ แต่การไม่ใยดีซักนิด มันก็ทำร้ายจิตใจเขามากไปมั้ย เขาซ้อมเขาเหนื่อย รอโอกาสมา 4 ปีกว่าจะคัดเลือกเข้าไปแข่ง พอถึงเวลาแพ้กลับมา กลายเป็นหมาหัวเน่าไม่มีใครมองเห็นความพยายาม
 
         ส่วนคนชนะ ผมรู้ว่าการให้รางวัลตอบแทน มันเป็นสิ่งที่สมควร แต่ก็ควรจะอยู่ในขอบเขต ไม่ให้เว่อร์เกินไปได้มั้ย การให้เงินอัดๆเข้าไปเหรียญละสิบยี่สิบล้าน ผมว่ามันไม่ใช่การสนับสนุนนักกีฬาที่ดีนะครับ ถ้าให้ ก็ให้ตามสมควร ไม่ใช่ใครชนะก็แห่ไปให้ คนมอบรางวัลก็เรียกนักข่าวไปทำข่าว ตนก็ยืนเบียดกันไปมาขอเข้ากล้อง จนบางทีมองไม่เห็นนักกีฬาเลยด้วยซ้ำ เราชอบรอให้ใครประสบความสำเร็จแล้วก็เข้าไปเกาะแกะทำเป็นว่า ถ้าไม่ใช่กู เขาคงไม่ประสบความสำเร็จ ทั้งที่ตอนเขายังไร้ชื่อเสียง พวกคุณอาจไม่เคยใยดีก็ได้ ไม่เคยช่วยเหลือเบี้ยเลี้ยงนักกีฬาอะไรเลยก็ได้
 
         แล้วพอให้รางวัลจำนวนมากๆ ถ้ายังไม่ควบคุมให้พอดีๆ ไม่แน่ในอนาคต นักกีฬารุ่นใหม่ๆ อาจมีสำนึกในหัวเวลาไปแข่งโอลิมปิก หรือเอเชี่ยนเกมก็ได้ว่า
 
1. แข่งกีฬาเพื่อล่ารางวัล อาจเป็นนักกีใามาจั้งแจ่แรก แต่พอมีรางวัลมาล่อ ความคิดอาจเปลี่ยนไป

2. เมื่อได้เหรียญเอามาแลกรางวัลแล้ว ก็ไม่แข่งต่อ จะแข่งทำไม ก็รวยแล้วนี่ (สืบเนื่องจากข้อหนึ่ง)
 
3. การพัฒนาขาดตอน เพราะผู้ใหญ่เตรียมเอาเงินไปอัดฉีดอย่างเดียว แต่ไม่ได้เอามาใช้พัฒนานักกีฬา นับว่าจะรอความสำเร็จระยะสั้น ไม่วางแผนระยะยาว

         ผมว่าเรากำลังสปอยล์นักกีฬาฮีโร่จนเกินงาม เชื่อเถิดว่า นักกีฬาหลายคนที่เคยประสบความสำเร็จ พอเวลาผ่านไป เขาไม่ประสบความสำเร็จอย่างเคย ก็จะถูกลืม แล้วสังคมจะไปให้ความสนใจกับฮีโร่คนต่อไป แทนที่เราจะช่วยพัฒนานักกีฬาแต่ละคนไปตลอดรอดฝั่ง เรามัวแต่รอให้ใครประสบความสำเร็จแล้วเราจึงออกันไปให้ความใส่ใจ อย่างนี้มันทำให้การพัฒนาระยะยาวไม่เกิดนะครับ
 
         ถ้าสังเกต นักกีฬาไทยแข่งโอลิมปิดครั้งนี้น้อยกว่าครั้งที่แล้ว และมีทีท่าว่าจะได้เหรียญรางวัลน้อยลงไปเรื่อยๆ ฉะนั้นให้ความใส่ใจกับการพัฒนาวงการกีฬาในระยะยาวนิดนึง มากหน่อยก็จะดีที่สุด เพราะชาติอื่นเขาไม่มานั่งคิดแค่ว่าจะเอาแค่เหรีญญสองเหรียญ เพื่อปลุกปั้นฮีโร่ให้เป็นกระแสไปวันๆแล้วนะครับ เขามุ่งมั่นเพื่อพัฒนาให้ทีมกีฬาของพวกเขาประสบความสำเร็จยาวๆ กอบโกยเหรียญยาวๆ อยากให้เราคิดแบบนี้บ้างนะครับ
 
         เราจะได้ไม่ต้องมานั่งลุ้นทีละเหรียญๆจนเหงือกบานอย่างเช่นทุกวันนี้ไงครับ 

Comment

Comment:

Tweet